

เดี๋ยวนี้จะซื้ออะไรทั้งที ดูแค่จุดประสงค์หลักของการใช้งานก็ยังไม่พอ นอกจากเรื่องคุณภาพแล้ว ยังมีเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ต้องให้ความสำคัญอีกด้วย เพราะมีคุณภาพอย่างเดียวก็คงไม่ไหว ถ้าวางไว้แล้วขัดมู้ดกับบ้านก็น่าเสียดายแย่ และ ลำโพง ไอเทมที่เราเชื่อว่าหลายคนต้องมีติดบ้านไว้ ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลำโพงเสมอไป เพราะสามารถบ่งบอกตัวตนของเราได้ อย่าง Marshall Woburn II ที่เราหยิบมาแนะนำในวันนี้ก็สะท้อนทั้งตัวตนของแบรนด์ และนำเสนอสไตล์ของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี


ด้วยชื่อเสียงของแบรนด์ที่การันตีคุณภาพกว่า 60 ปี ดีไซน์คลาสสิกแต่ยังดูทันสมัย พลังเสียงที่ดุดัน ทรงพลัง ในแบบฉบับเฉพาะ Marshall ที่ชัดเจนที่สุด ด้วยคาเเรคเตอร์พิเศษให้เสียงที่ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังดนตรีสด รองการเชื่อมต่อที่ครบครันทั้ง Bluetooth 5.0 พร้อม Qualcomm aptX และ AUX, RCA ทำให้ Marshall Woburn II เป็นหนึ่งในลำโพงที่น่าสนใจ เหมาะกับไลฟ์สไตล์และสะท้อนตัวตนออกมาได้ดีที่สุด ว่าแล้วเรามาดูกันดีกว่าว่า “ขุมพลังเสียงแบบเพอฟอร์มเมอร์นักดนตรีผู้แข็งแกร่ง” ของ Marshall Woburn II จะเป็นยังไง เหมาะกับบ้านเราได้ขนาดไหน


เรียกได้ว่าทำออกมาได้สะดุดตากันตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกเลยทีเดียว กับดีเทลสุดคลาสสิกที่แสนจะเป็นเอกลักษณ์ เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกับเข้าดีไซน์ดั้งเดิมได้อย่างลงตัว มองแว้บแรกก็รู้เลยว่านี่คือลำโพงของ Marshall แน่นอน โดย Marshall Woburn II บุรอบตัวลำโพงด้วยหนังพิมพ์ลายอย่างดี



ตะแกรงครอบด้านหน้าลำโพงแบบ Salt & Pepper เป็นผ้าไวนิลสีเทาคุมโทนแบบมีเท็กซ์เจอร์ พร้อมประดับ Logo แบรนด์สีทองไว้บนกรอบไม้อย่างเด่นชัด



ด้านล่างยังมีแผ่นทองเหลืองสลักคำว่า “EST. 1962” ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งแบรนด์ Marshall เอาไว้ด้วย บ่งบอกถึงการเป็นผู้นำด้านเสียงดนตรีมานานกว่า 60 ปี

Woburn II เป็นลำโพงรุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ Marshall ขนาดอยู่ที่ 400 x 310 x 200 มม. น้ำหนัก 8.55 กก. ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว เวลาใช้งานต้องเสียบสายไฟเท่านั้น ซึ่งสายไฟนี้มีมาให้พร้อมใช้งานในกล่องเลย
และด้วยดีไซน์คล้ายแอมป์กีตาร์สุดเท่และดุดันนี้ ทำให้นอกจากจะใช้งาน Marshall Woburn II เป็นลำโพงแล้ว ยังสามารถใช้เป็นของแต่งบ้านเก๋ๆ ได้อีกด้วย รวมไปถึงกิจการต่างๆ อย่างร้านนั่งชิล คาเฟ่ ร้านอาหาร ก็เหมาะเหมือนกัน ช่วยทั้งสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลง และบ่งบอกไลฟ์สไตล์ที่มีระดับไปในคราวเดียวกันเลย



ด้านบนลำโพงเป็นตำแหน่งของแผ่นทองเหลืองที่สลักชื่อรุ่น Woburn II เอาไว้ พร้อมแผงควบคุมต่างๆ ในดีไซน์ที่เสริมสไตล์ความเป็นนักดนตรีไปอีกขั้น เริ่มจากพอร์ตเชื่อมต่อ AUX 3.5 มม. สำหรับใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครื่องเสียงอื่นๆ ที่รองรับ ตามด้วยปุ่ม Source สำหรับเลือกวิธีการเชื่อมต่อ ที่จัดมาให้แบบครบๆ ทั้ง Bluetooth 5.0, AUX และ RCA โดยเมื่อกดเลือกแล้วจะปรากฏไฟแสดงสถานะที่ด้านหน้าประเภทการเชื่อมต่อนั้นๆ ให้เราได้รู้ว่าขณะนี้เลือกเชื่อมไว้แบบไหน ต่อมาเป็นลูกบิดปรับระดับเสียงต่างๆ ไล่ไปตั้งแต่ Volume ปรับความดังเสียง, Bass สำหรับปรับย่านเสียงเบส และ Treble ใช้ปรับย่านเสียงแหลม โดยมีไฟล้อมรอบลูกบิดแต่ละอัน ซึ่งแสดงถึงระดับที่เราปรับไว้นั่นเอง จากนั้นคือปุ่ม Play/Pause แล้วปิดท้ายด้วยปุ่ม Power ที่ออกแบบมาเป็นก้านโยก สำหรับใช้เปิด-ปิดเครื่อง


มาดูด้านหลังลำโพงกันบ้าง เริ่มต้นด้วยชื่อแบรนด์ที่ถูกจัดไว้ตรงกลางอย่างโดดเด่น ข้างๆ เป็นช่องเสียบสายเบส ส่วนช่องเสียบสาย RCA 2 ช่อง (แบบแดง-ขาว) และช่องเสียบสายไฟจะอยู่ที่บริเวณด้านล่าง




จากชื่อเสียงของแบรนด์ที่เป็นหนึ่งในตำนานของผู้นำด้านเสียงดนตรีกว่า 60 ปีนั้น ก็การันตีได้แล้วว่าลำโพงตัวนี้มีคุณภาพเสียงที่ดีขนาดไหน Marshall Woburn II เป็นลำโพงสเตอริโอพร้อมระบบ Bass Reflex มากับลำโพงทวีตเตอร์ ขนาด 1 นิ้ว 2 ตัว และลำโพงซับวูฟเฟอร์ ขนาด 5.25 นิ้ว อีก 2 ตัว ทำงานโดยแอมป์คลาส D (Class D amplifier) ที่มีกำลังขับเสียงทั้งหมด 110W ย่านความถี่ตอบสนอง 30–20,000Hz ±6dB ระดับความดันเสียง 110dB SPL ที่ 1 เมตร

ให้เสียงที่ดุดัน ทรงพลัง และการแตะโทนเสียงแหลมได้อย่างคมชัด ให้เสียงเบสที่หนักแน่น และเสียงย่านกลางที่เคลียร์ใส รวมไปถึงตัวลำโพงที่ใช้วัสดุเป็นไม้ยังช่วยให้เสียงที่เป็นธรรมชาติอีกด้วย ขณะเดียวกันด้วยระบบ Bass Reflex ก็มาพร้อมพอร์ตช่วยเพิ่มประสิทธิภาพที่ความถี่ต่ำ เหมาะกับการใช้งานในห้องขนาดใหญ่ พื้นที่ประมาณ 100 ตรว. ซึ่งการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 Qualcomm aptX ใช้งานได้ที่ระยะเชื่อมต่อสูงสุด 10 เมตร และสามารถเชื่อมต่อได้พร้อมกัน 2 อุปกรณ์

อีกหนึ่งไฮไลท์คือนอกจากจะใช้งานเดี่ยวๆ แล้ว ยังรองรับการใช้งานเป็น ลำโพงคู่ อีกด้วย ไม่ว่าจะใช้ร่วมกับลำโพง Woburn II อีกตัว หรือจะเป็นลำโพงในตระกูลเดียวกันอย่าง Acton II และ Stanmore II ก็ได้เช่นกัน โดยเลือกโหมดการเล่นได้ 2 แบบ ทั้ง โหมดแอมเบียนท์ (Ambient Mode) ลำโพงสองตัวเล่นเพลงพร้อมกัน โดยลำโพงแต่ละตัวจะเล่นทั้งช่องซ้ายและขวา โหมดนี้เหมาะสำหรับกรณีที่ลำโพงแต่ละตัวตั้งอยู่ในระดับความสูง ทิศทาง หรือบริเวณที่แตกต่างกันในห้อง อีกโหมดคือ โหมดสเตอริโอ (Stereo Mode) ลำโพงสองตัวที่มีขนาดเท่ากัน จับคู่กันเป็นคู่สเตอริโอ โดยที่ลำโพงตัวหนึ่งจะเล่นช่องซ้าย ขณะที่ลำโพงอีกตัวจะเล่นช่องขวา เหมาะกับกรณีที่วางลำโพงไว้ในระดับความสูงเดียวกัน ทิศทางเท่ากัน หรือหันหน้าไปทางเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมี โหมดสแตนด์บาย (Standby Mode) ที่หากไม่ได้ใช้งานลำโพงเป็นเวลา 20 นาที ลำโพงจะเข้าสู่โหมดสแตนด์บายอัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงาน สามารถปลุกลำโพงด้วยการปุ่มหรือลูกบิดใดก็ได้บนแผงควบคุม หรือจะปลุกผ่านแอป Marshall Bluetooth ก็ได้เหมือนกัน
นอกจากลูกบิดบนแผงควบคุมที่อยู่ด้านบนตัวลำโพงแล้ว เรายังสามารถปรับแต่งเสียงดนตรีให้ออกมาเป็นแบบที่เราต้องการ และเหมาะกับพื้นที่หรือสถานการณ์ขณะนั้นๆ ได้ ผ่านแอป Marshall Bluetooth ได้อีกด้วย


มากกว่าการปรับ EQ เรายังสามารถใช้งานแอปนี้เพื่อควบคุมการเล่นเพลง เลือกวิธีเชื่อมต่อ ปลุกลำโพง เปลี่ยนชื่ออุปกรณ์ ดูรายละเอียดและคู่มือใช้งาน อัปเดตซอฟต์แวร์ และจับคู่ลำโพงสองตัวเข้าด้วยกันตามที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว

เรียกได้ว่าเป็นลำโพงที่จัดเต็มทั้งดีไซน์ และคุณภาพเสียงที่แสนทรงพลังจริงๆ แถมนอกจากจะใช้เป็นลำโพงไว้ฟังเพลงเพลินๆ แล้ว เวลาที่ไม่ได้ใช้งาน ตั้งไว้เฉยๆ ก็ยังเป็นเสมือนของแต่งบ้านชิ้นหนึ่ง ที่เสริมลุคให้เราดูเป็นคนมีสไตล์ได้อีกด้วย Marshall Woburn II Black ราคาพิเศษ 26,990.- (ปกติ 29,480.-) เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ร้าน BaNANA ทุกสาขา พร้อมดีลสุดฮอต ซื้อ 1 ได้ถึง 2 รับฟรี Marshall Mode EQ มูลค่า 2,490.- เมื่อซื้อ Marshall Woburn II Black (รับสิทธิ์ได้ทั้งหน้าสาขาและช่องทางออนไลน์)

พร้อมผ่อนสบายๆ 0% นาน 36 เดือนกับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ เริ่มต้นเพียงเดือนละ 750.- (เฉพาะการซื้อผ่านหน้าสาขา) ใครที่ลังเลอยู่ขอบอกว่ารีบด่วน โปรคุ้มๆ แบบนี้มีให้ช้อปตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2565 เท่านั้นนะ
ก่อนจากกันไหนๆ ก็มากับดีลแถม Marshall Mode EQ ทั้งที เราขอรีวิวให้ฟังกันสั้นๆ แล้วกันว่าหูฟังตัวนี้มีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง
Marshall Mode EQ หูฟัง In-Ear ที่อยากให้ลองสัมผัส ด้วยดีไซน์โมเดิร์นที่เป็นเอกลักษณ์ ดูดุดัน แต่ยังมีกลิ่นอายของความเป็นผู้ดีเก่า โทนสีดำ-เทา ตัดด้วยการเคลือบทองดูหรูหรา เสริมความพรีเมียมและคลาสสิก กำลังขับจากไดรฟ์เวอร์ MOVING COIL DYNAMIC ขนาด 9 มม.



ไฮไลท์เด็ดอยู่ที่ MODE EQ SWITCH ที่สามารถปรับแต่ง ลดเร่งเสียง Equalizer ในช่วงความถี่ต่ำได้ ซึ่งปุ่มสลับ EQ Mode นี้จะอยู่บนสายหูฟัง เมื่อกดแล้วจะเป็นการเพิ่มเสียงเบส (Boost Bass) ทำให้ได้เสียงเบสเพิ่มมากขึ้น ชัดขึ้น เสียงร้องขยับขึ้นมานิดๆ ไม่เสียดหู ปลายแหลมที่ชัดเจนไม่สาก เหมาะกับการฟังเพลงแนว Rock, Metal, EDM, Pop สุดๆ มาพร้อมกับ L-PLUG ขนาด 3.5mm มีรีโมทและไมโครโฟนในตัว สามารถสนทนารับสายได้ ซึ่งเพลงจะหยุดอัตโนมัติเมื่อมีสายเข้า
We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings